3 เทคนิคทำงานสำเร็จแถมตอบโจทย์เป้าหมายขององค์กรอีกด้วย

เทคนิคทำงานให้สำเร็จแถมตอบโจทย์เป้าหมายขององค์กรอีกด้วย

เคยมีคำถามกับตัวเองกันบ้างหรือไม่ครับว่าวันๆ เรานั่งทำอะไรในที่ทำงาน หรือแม้กระทั่งหัวหน้างานเองก็อาจตั้งคำถามว่าวันๆ ลูกทีมเราทำอะไรกันบ้าง หลายครั้งที่เราทำงานกันเหมือนยุ่งทั้งวัน แต่ทำไมงานไม่เสร็จ หรือหากจะเสร็จก็เดทไลน์กันเลยทีเดียว นั่นก็เพราะเราอาจหลงทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นการทำงานที่จะช่วยให้งานสำเร็จได้ แต่เรากลับทำผิดวิธีนั่นเอง มี 3 เทคนิคทำงานอย่างไรให้งานสำเร็จแถมตอบโจทย์เป้าหมายขององค์กรอีกด้วยมาฝากเพื่อที่หัวหน้างานจะได้นำไปใช้น้องๆ ในทีมกันครับ

1. งานจะสำเร็จได้ต้องมีการทำแผนงาน

การทำงานจะให้สำเร็จได้ดีต้องมีแผนงานและเป้าหมายที่ชัดเจน เริ่มต้นด้วยการนำงานที่ต้องทำลงแผนครับ การมีแผนงานทำให้เราตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่เราทำนั้นกำลังไปในแนวทางเดียวกัน และให้ความสําคัญเดียวกันกับสิ่งที่หัวหน้างานและบริษัทต้องการหรือไม่ หากสิ่งที่ทำไม่อยู่ในแผนให้ฉุกคิดเสมอว่าทำไม เพราะอะไร แผนงานเป็นสิ่งสำคัญ หากยังไปไม่ถึงเป้าหมายให้ปรับแผนไม่ใช่เปลี่ยนเป้าหมาย ตราบใดที่เป้าหมายที่คุณตั้งไว้เป็นเป้าหมายที่แท้จริง

ตารางข้างบนนี้เป็นจัดการงานและเวลาตามแบบฉบับของ Dwight D. Eisenhower กับวิธีที่เรียกว่า Eisenhower Box ครับ หากจัดงานที่ต้องทำตามแผนได้แล้ว มาเรียงความสำคัญอีกครั้งว่าอะไรควรทำก่อนหรือทำทีหลัง ผลลัพธ์ของงานที่ได้ก็จะสำเร็จและเป็นที่ถูกใจขององค์กรด้วยครับ

2. งานที่ตอบโจทย์ลูกค้าคืองานสำเร็จ

งานที่ทำต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้า คำว่าลูกค้าในที่นี้คือลูกค้าทั้งภายในและภายนอกองค์กรครับ สำหรับลูกค้าภายนอกคือผู้ซื้อผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท ส่วนลูกค้าภายในบริษัท ก็คือ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน และคนอื่นๆ ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรานั่นเอง แน่นอนครับสิ่งคุณที่ต้องรู้คือ “ใครคือลูกค้าของเรา” และ “ลูกค้าคนนั้นมีความต้องการอะไร” การกำหนดลูกค้าให้ชัดเจนผ่านเทคนิคการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Analysis) ซึ่งผมขออธิบายง่ายๆ สั้นๆ ครับว่า เทคนิคการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นั้นคือการที่เราต้องรู้ว่ามีใครบ้างที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับงานเรา เรียงลำดับผู้ที่มีความสำคัญมาก-น้อย มีอิทธิพลมาก-น้อย และกำหนดความต้องการให้ชัดเจนผ่านการทำข้อตกลงด้านบริการ (Service Level Agreement) ครับ

เพราะด้วยสภาพการแข่งขันทางธุรกิจที่สูงขึ้น มีคู่แข่งเดิมและผู้เล่นหน้าใหม่เข้าตลาดมาอย่างต่อเนื่อง หากบริษัทไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ลูกค้าได้ คนก็อื่นพร้อมที่จะเข้ามาตอบโจทย์แทนเราได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกันกับลูกค้าภายใน หากคุณไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ลูกค้าภายในได้ ก็มีคนที่พร้อมจะตอบโจทย์แทนให้คุณตลอดเวลา ดังนั้น การทำงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทั้งภายในและภายนอกองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญครับ

3. งานสำเร็จคืองานที่ส่งผลทางบวกต่อผลประกอบการ

ผลลัพธ์ของการทำงานของทุกคนต้องส่งให้บริษัทมีผลประกอบการที่ดีขึ้น การวัดผลดูได้ง่ายๆ จากรายงานผลประกอบการด้านการเงินของบริษัท สิ่งที่ทุกคนต้องการเห็นคือผลลัพธ์บรรทัดสุดท้าย (Financial bottom-line) ผลของการลดต้นทุน หรือการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพต่างๆ ท้ายที่สุดต้องสามารถวัดเป็นตัวเลข และแสดงผลในรายงานทางด้านการเงิน (Financial Statements) ความรู้และความเข้าใจในรายงานทางด้านการเงินจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คนทำงานควรมี เพื่อสามารถที่จะประเมิน และ ติดตามผลลัพธ์ของการกระทำที่เราทำได้ว่าส่งผลเชิงบวกกับผลประกอบการหรือไม่และเท่าไร

แต่สำหรับการทำงานของทีมงานนั้นหัวหน้างานต้องมีการนำเกณฑ์ชี้วัดเข้ามาช่วยครับ อาจจะเป็น OKRs หรือ KPI ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของการนำมาใช้ แต่ไม่ว่าหัวหน้าจะเลือกใช้เครื่องมือใดก็ขอให้ไม่ลืมครับว่าเป็นการนำมาใช้เพื่อวัดผลการทำงานซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนาการทำงานของทีมงานให้เก่งขึ้น ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่นำมาใช้โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นบทลงโทษหากทีมงานทำไม่เสร็จครับ

การทำงานที่มีประสิทธิภาพและตรงมีการพัฒนาอยู่เสมอของทีมงานแต่ละคนสุดท้ายแล้วก็จะส่งผลทางบวกต่อผลประกอบการในบรรทัดสุดท้ายเช่นกันครับ เพราะทุกคนในองค์กรคือเฟืองที่มีความสำคัญทุกคนครับ