เทคนิคการแก้ปัญหางานแบบไม่สนใจปัญหา

การแก้ปัญหาการทำงาน, การแก้ปัญหา, ปัญหา

ปัญหาในชีวิตมีเยอะค่ะ ปัญหาครอบครัว ปัญหาความรัก ปัญหาการเงิน นอนไม่หลับ ซึมเศร้า ตัดสินใจอนาคตไม่ได้ ในชีวิตเรามีปัญหาเยอะไปหมดค่ะ จึงไม่แปลกที่จะมีคนบอกว่าปัญหาเป็นสิ่งที่อยู่คู่ชีวิตเรา สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ เราจะทำอย่างไรให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข รู้วิธี เทคนิค การแก้ปัญหาที่ได้ผล แบบง่ายๆ และไม่ใช้เวลานานค่ะ

Kstoryteller จะมานำเสนอเทคนิคการแก้ปัญหาที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตของคุณได้จริง จริงๆ แล้วการแก้ปัญหามีหลายเทคนิค แต่ที่จะเอามานำเสนอในวันนี้คือแนวคิดการแก้ปัญหาแบบ Solution Focused Thinking หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า SFT ไอ้เจ้าแนวคิดที่ว่านี้เป็นการมุ่งมองไปที่อนาคตเป็นหลัก โฟกัสไปที่เป้าหมายอย่างชัดเจน และใช้ระยะเวลาสั้นๆ เป็นแนวคิดการแก้ปัญหาที่ไม่เน้นความยุ่งยากซ้ำซ้อน ไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บในอดีตที่ผ่านมา

อะไรคือการแก้ปัญหาแบบ Solution Focused Thinking

ก่อนจะเล่าให้ฟังว่าเจ้าแนวคิด  Solution Focused Thinking นี้จะช่วยแก้ปัญหาที่คุณต้องใช้ความพยายามในการหาทางออกมานานด้วยวิธีง่ายๆ ได้อย่างไร ขออธิบายให้ฟังกันก่อนว่า แนวคิด  Solution Focused Thinking ถูกพัฒนาเป็นครั้งแรกในปี 1980 โดย สตีฟ เดอ ชาเซอร์ (Steve de Shazer) ชาวออสเตรีย และ อินซู คิม เบิร์ก (Insoo Kim Burg) ชาวเกาหลี-อเมริกัน ทั้งสองคนเป็นคู่สามีภรรยานักจิตวิทยาคลีนิคที่มีชื่อเสียงจากสหรัฐอเมริกา โดยทั้งสองคนและเหล่าทีมงานได้ช่วยกันเก็บข้อมูล แล้วทำการวิเคราะห์ วิจัย จากการให้คำปรึกษาผู้คนนับหลายพันชั่วโมงอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทำให้ค้นพบว่า ผู้คนมักใช้เวลาไปกับการวิเคราะห์ต้นตอของปัญหา เพราะเชื่อว่านั่นเป็นสิ่งจำเป็นที่จะนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง และโดยส่วนมากแล้วผู้คนก็มักใช้เวลาไปกับการดำดิ่งวนรอบปัญหามากจนเกินไป

จากการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ทำให้ สตีฟ เดอ ชาเซอร์ และ อินซู คิม เบิร์ก พบว่า เจ้าตัวต้นเหตุของปัญหานั้นจริงๆ แล้วอาจจะยุ่งยากและซับซ้อน แต่ทางออกของปัญหาโดยมากมักจะเรียบง่าย และการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องสอดคล้องกับต้นเหตุของปัญหา เราจึงสามารถค้นพบวิธีแก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปกับการวิเคราะห์ปัญหาเลยด้วยซ้ำ

ได้ยินแบบนี้แล้วหลายๆ คนอาจเริ่มงงกันแล้ว แต่แนวคิด Solution Focused Thinking นี้ได้รับการพิสูจน์และรองรับจากผู้เข้ารับคำปรึกษาจำนวนมากที่พวกเขาต่างก็ยืนยันกันค่ะว่า แท้จริงแล้วการแก้ปัญหาแบบกำปั้นทุบดินนั้นกลับได้ผลแบบไม่น่าเชื่อ แถมรวดเร็วมากๆ เสียด้วย

สรุปกันสั้นๆ ง่ายๆ ก็คือเจ้าแนวคิดการแก้ปัญหาแบบ Solution Focused Thinking นี้มีความน่าสนใจตรงที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาต่างๆ ได้ ง่าย เร็ว ใช้ได้จริงนั่นเองค่ะ

จะนำ Solution Focused Thinking มาใช้แก้ปัญหาได้อย่างไร

มาถึงตรงนี้ก็ต้องมารู้กันสักทีแล้วว่าจะเอาแนวคิดการแก้ปัญหาแบบ Solution Focused Thinking ไปใช้ให้เกิดผลง่ายๆ และรวดเร็วน่ะต้องทำอย่างไรกันบ้าง

อย่างที่ได้เล่าให้ฟังไปค่ะว่า Solution Focused Thinking ให้ความสำคัญกับปัจจุบันและอนาคตมากกว่าเรื่องของอดีต  และสนใจในการหาคำตอบมากกว่าการจมอยู่กับปัญหา เพราะการที่เราเอาแต่พูดถึงปัญหา ๆ และ ปัญหา จะก่อให้เกิดอารมณ์ที่หดหู่จนไม่มีพลังเหลือพอที่จะหาทางแก้ไขปัญหา

ในการทำงานจริงๆ ของการคิดหาทางออกด้วยแนวคิดนี้ก็คือ เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ให้ลองตั้งคำถามง่ายๆ กับตัวเองค่ะว่า “ฉันต้องการให้มันเกิดอะไรขึ้น” หรือ “ฉันต้องการให้เกิดผลลัพธ์อย่างไร” คุณสามารถคิดถึงปัญหาที่ต้องการทางออกไปพร้อมๆ กันได้เลยนะคะ แล้วมาหาทางออกพร้อมกัน

ยกตัวอย่างเช่น เรากำลังเจอกับสถานการณ์ความขัดแย้งกับทีมงานอยู่ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเริ่มต้นจากการที่ทีมคนหนึ่งทำงาน Project ใหญ่ผิดพลาดจนเกิดเป็นความเสียหายขึ้นจำนวนมาก และจำเป็นจะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ในสถานการณ์นี้แยกออกจากกันเป็น 2 ส่วนนะคะ ส่วนแรกคือ งานที่เกิดความผิดพลาด ส่วนนี้เราสามารถแก้ปัญหากันได้ง่ายๆ ด้วยการส่งน้องที่มีหน้าที่รับผิดชอบงานไปพบลูกค้าอย่างทันท่วงที เพื่อแสดงความรับผิดชอบและลงมือแก้ไขงานให้สำเร็จลุล่วง และส่วนที่สองคือ สถานการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นภายในทีมงาน ภายใต้ความเงียบจนชวนเครียด แต่ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง แต่ในขณะเดียวกันความร่วมมือในการทำงานก็ไม่เกิดขึ้นเหมือนอย่างเคย ทำให้งานชิ้นอื่นๆ พากันล้มเหลว กลายเป็นทีมที่ไม่มีประสิทธิภาพไปทันที ซึ่งสถานการณ์นี้ต่อเนื่องยาวนานมาเป็นเดือนๆ จนเริ่มเห็นเค้าลางแล้วว่าอนาคตของทีมคงร่วงลงเหวอย่างแน่นอน

ในกรณีที่เราใช้แนวคิดแบบ  Solution Focused Thinking มาแก้ปัญหา ก็จะต้องตอบคำถามว่า “ต้องการให้เกิดผลลัพธ์อย่างไรกับสถานการณ์นี้” ซึ่งคำตอบของแก้วก็คือ “ต้องการให้ความเครียด การไม่ลงรอยกันของทีมงานหายไป” เพราะเห็นๆ กันอยู่ว่าก่อนที่ความเครียดจะเข้ามาปกคลุมทีมนี้เป็นทีมที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ

พอเราได้คำตอบของคำถามมาแล้ว ขั้นต่อไปก็คือการตอบคำถามว่า “แล้วอะไรล่ะที่เราสามารถทำได้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ”

ในกรณีนี้เราก็ตอบตัวเองได้ว่า “เราต้องชวนทีมงานคนที่ทำงานผิดพลาดมีปัญหาคุยนะ” ไม่ต้องไปบอก ตอกย้ำ หรือต่อว่าเขาหรอกว่าเขาทำอะไรผิด ไม่ต้องไปสนใจด้วยว่าเขาเป็นคนผิด อ่อนอาวุโสกว่า ดังนั้น เขาต้องเป็นคนเข้ามาขอโทษและเริ่มทำดีกับคนอื่นๆ ในทีมก่อน

สิ่งที่เราสามารถทำได้ก็คือ เดินเข้าไปคุยกับน้องคนนั้นเหมือนก่อนจะมีปัญหากัน เพื่อเริ่มต้นทำลายบรรยากาศตึงเครียด ขาดการสื่อสาร ขาดการทำงานเป็นทีมลง เมื่อนั่นคือผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้น เราก็แค่เดินไปคุยกับน้อง โดยไม่ได้เสียเวลาจมอยู่กับปัญหาว่าทำไมๆๆ และทำไม และไม่ได้สนใจสาเหตุของปัญหาด้วยว่าเกิดจากอะไร สิ่งเดียวที่เราสนใจก็คือผลลัพธ์ของปัญหา และเริ่มลงมือทำในสิ่งที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ตามต้องการ

เมื่อเข้าไปเริ่มต้นเปิดฉากสนทนากับน้องในทีม คนอื่นๆ เห็นต่างก็พากันเริ่มชวนกันคุย ไม่มีการกล่าวโทษกัน ไม่ฟื้นเรื่องความผิดพลาด ไม่นานบรรยากาศก็เริ่มดีขึ้น น้องคนที่ทำงานพลาดก็เริ่มคลายกังวลกล้าที่จะพูดคุยกับทุกคนเหมือนเดิม ปัญหาการทำงานไม่เป็นทีมก็หายไปทันที ประสิทธิภาพ ความสามัคคีของทีมก็กลับมาเหมือนเดิม

นี่คือตัวอย่างการแก้ปัญหาแบบง่ายของแนวคิด Solution Focused Thinking ค่ะ ปัญหาที่คุณกำลังเผชิญอยู่คืออะไร ไม่ต้องเสียเวลาจมอยู่กับการค้นหาปัญหาก็ได้ค่ะ แค่ลองตอบตัวเองดูซิว่าคุณต้องการให้เกิดผลอย่างไร และเราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ ต้องขอบอกเพิ่มอีกนิดนะคะ แนวคิดนี้ต้องใช้ร่วมกับกระบวนการคิดเชิงบวก คือ การตั้งคำถามเชิงบวก ตอบเชิงบวก จึงได้ผลลัพธ์ค่ะ

ลองไปฝึกใช้กันดูนะคะ อย่าลืมนะคะว่าการมุ่งเน้นไปที่การลงมือทำเพื่อผลลัพธ์จะช่วยแก้ปัญหามากกว่าการทุ่มเทเวลาไปกับการจมดิ่งอยูกับปัญหา

หากใครสนใจเรื่อง Solution Focused Thinking ที่ลึกและละเอียดมากขึ้นในบ้านเราเท่าที่เห็นก็มีผู้เชี่ยวชาญอยู่ อาจลองเข้าไปดูในเพจนี้เพิ่มเติมได้ @SFThinking


เล่าเรื่องโดย : อภิรดี สนธิชัย